วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



ขอบคุณข้อมูลโดย บุษยา   รัตนสุภา
อาหารเสริมบำรุงสมอง


           คนส่วนใหญ่ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมักนิยมรับประทานข้าวหุงสุกจากข้าว ทั้งเมล็ด และส่วนมากจะเป็นข้าวที่มีลักษณะสีขาวผู้รับประทานข้าวกล้องเป็นประจำยังมี
 อยู่เป็นจำนวนน้อย   เนื่องจากข้าวกล้องมีเนื้องสัมผัสที่แข็ง   แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคข้าวกล้องแทนข้าวขาวได้ก็จะทำให้ร่าง กายได้รับสารอาหารที่มีปรโยชน์มากขึ้น
           ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือ “GABA-rice”) ถือ เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้าวกล้องงอกเป็นการนำข้าวกล้องมาทำให้เกิดการงอกขึ้น โดยปกติแล้ว   ในตัวข้าวกล้องเองประกอบด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid) วิตามินซี วิตามินอี และสารกาบา (gammaaminobutyric acid , GABA) วึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหมักเป็นต้น   เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำเพื่อทำให้งอก   จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหารโดยเฉพาะสารกาบาเพิ่มขึ้น   ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารที่มีคุณค่าสูงขึ้นแล้ว   ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม   รับประทานได้นุ่นกว่าข้าวกล้องธรรมดาและง่ายปก่การหุงรับประทานโดยไม่ต้อง ผสมกับข้าวขาวตามความนิยมของผู้บริโภคที่ชอบข้าวที่มีลักษณะนุ่ม

ภาพเปรียบเทียบระหว่างเมล็ดข้าวกล้องธรรมดา (แถบบน) กับเมล็ดข้าวกล้องงอก (แถบล่าง)

          จากการศึกษาสมบัติทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า “เมล็ดข้าว” ประกอบด้วย เปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ (Hull หรือ Husk) ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้องไว้
ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วยจมูกข้าวหรือคัพภะ (Germ หรือ Embryo) รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด) และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร (Endosperm) สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบในส่วนต่างๆ ของเมล็ดข้าว นอกจากนี้   ยังพบสารอาหารประเภทไขมันซึ่งพบได้ในรำข้าวเป็นส่วนใหญ่
          ข้าวเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี   การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกซึมเข้าไปในเมล็ดข้าว  
และจะกระตุ้นให้เอนไซม์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และน้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวจะถูกย่อยให้เกิดเป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมสารเคมีสำคัญต่างๆ เช่น แกมมาออริซานอล (gamma-oraznol) โทโคฟีรอล (tocopherol) โทโคไตรอีนอล (tocotrienol) โดยเฉพาะสารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิต (gamma-mainobutyric acid)หรือที่รู้จักกันว่า “สารกาบา” (GABA)
“สารกาบา” พระเอกของข้าวกล้องงอก
          สารกาบา (Gamma  maino  butyric  acid) เป็นกรดอะมิโนจากระบวนการ Decarboxylation ของกรดกลูตามิก (Gutamic  acid)   กรดนี้มีความสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmilter) ประเภทสารยับยั้ง (Inhibitor) ในระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ช่วยทำให้สมองผ่อนคลายและนอนหลับสบาย   อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ (Anterior Pituitary) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริเติบโต (HGH) ทำให้เกิดการส้รางเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อกระชับ และเกิดสารไลโปโทรปิค (Lipotropic) ป้องกันการสะสมไขมัน
         จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การ บริโภคข้าวกล้องงอกซึ่งมีสารากาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง และโรคสูญเสียความทรงจำ หรืออัลไซเมอร์ได้ ดังนั้น จึง ได้มีการนำสารกาบามาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตก กังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่าข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วยสารกาบา   มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดไลโปรตีนโคเลลเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low Density Lipoprotein , LDL) ในเลือด ลดน้ำหนัก ลดอาการอัลไซเมอร์ ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้อีก

          จากการวิจัยเบื้อต้นของ อ.พัชรี   ตั้งตระกลู สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำการศึกษาหา พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกที่มีประสิทธิภาพ พบว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำมาเพาะสำหรับข้าวกล้องงอก 100 กรัมจะมีสารกาบามากที่สุด (15.2-19.5 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงกว่าข้าวกล้องปกติ ส่วนสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกได้ดี คือ ต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำราว 48-72 ชั่วโมง ในหม้อแช่ โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ การไหลเวียนน้ำความดัน และความเป็นกรดด่างของน้ำ เพื่อให้ความชื้นจากน้ำไปกระตุ้นให้เมล็ดข้าวงอกและเปลี่ยนกรดลูตามิกไปเป็น สารกาบาอันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด   เมื่อได้ข้าวกล้องงอกในขั้นตอนนี้แล้ว ต้องทำให้ข้าวกล้องงอกหยุดการงอกต่อไป   โดยอบแห้งให้มีความชื้นต่ำกว่า 14% ในหม้ออบแห้ง   จากนั้นจึงบรรจุลงในถุงสุญญากาศพร้อมขายเป็นลำดับสุดท้าย สำหรับข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้นั้นจะต้องเป็น ข้าวกล้องที่ผ่านการขัดสีเปลือกมาไม่นานเกิน 2 สัปดาห์
คุณประโยชน์ของสารต่างๆ ในข้าวกล้องงอก

          1.สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟีโนลิค (phenolic compouds) ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่          2.สารออริซานอล (orizanal)ลดอาการผิดปกติของวัยทอง          3. สารกาบา (GABA) ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสูญเสียความทรงจำ ช่วยผ่อนคลายทำจิตใจสงบหลับสบาย ลดความเครียดวิตกังวล ลดความดันโลหิต          4.ใยอาหาร (food fiber) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้          5.วิตามินอี (vitamin E) ลดการเหี่ยวย่นของผิว
ผู้ที่ไม่ควรทานข้าวกล้อง
         สารต่างๆ ในข้าวกล้องงอกล้วนมีประโยชน์มากมาย ดังนั้นข้าวกล้องงอกจึงมีประโยชน์ต่อทุกเพศ ทุกวัย ยกเว้นกับผู้ป่วยที่เป็รโรคเกาต์   ซึ่งไม่ควรรับประทาน เพราะเมล็ดข้าวกล้อง หรือยอดผักต่างๆ ที่กำลังจะงอก จะมีสารยูริคจำนวนมาก จึงไม่เหมาะสมกับคนที่เป็นโรคเกาต์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการมีสารยูริคจำนวนมากสะสมอยู่ตามข้อจนเกิดการอักเสบ นั่นเอง
วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกด้วยตนเอง
          1. คัดเลือกข้าวกล้อง โดยข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้ดีนั้นจะต้องเป็นข้าวกล้อง ใหม่ที่ผ่านการขัดสีเปลือกมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ (ถ้าเป็นข้าวเก่า ส่วนปลายข้าวจะไม่สามารถงอกออกมาได้) มาซาวน้ำ ล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง
          2.นำข้าวกล้องไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิจร ทิ้งไว้ประมาณ 48-72 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำบ่อยครั้ง จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่เมล็ดข้าว
          3. จากนั้นนำข้าวขึ้นมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มให้เดือดโดยใช้ไฟปานกลาง แต่อย่าให้เดือดมากเพราะถ้าร้อนมากไปสารบางกาบาจะถูกทำลาย เมื่อเดือดพอดีแล้วให้เคี่ยวต่อไปสัก 15-20 นาที สารกาบาจะยังเหลืออยู้ถึง 70% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย
          4. ใช้ผ้าขาวบางหรือตะแกรงกรองน้ำข้าวมารับประทานได้ทันที   หรือจะเติมเกลือ น้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปาก ไม่ควรเก็บน้ำข้าวกล้องงอกไว้หลายวัน เนื่องจากจะเกิดการบูดเสีย แนะนำให้ทำรับประทานวันต่อวัน

          การบริโภคข้าวกล้องงอกที่มีสาร GABA มากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง เนื่องจาก สารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ (Beta-amyloid  peptide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซเมอร์) ดังนั้น จึงได้มีการนำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น

มาเริ่มต้นดูแลตัวคุณเองและคนที่คุณรักด้วยกันกับ
 สารกาบาเมท


ข้าวกาบา สูตร 3  

ข้าวกาบาเมทสูตร 3 ผลิตจาก สุดยอดอาของการรวมคุณสมบัติที่ดีที่สุด

  • -ข้าวเพาะงอก9สายพันธุ์ ข้าวหอมมะลิ105 ,ข้าวหอมสุโขทัย1, ข้าวหอมดำข้าวกข.6, ข้าวไชร์เบอร์รี่, ข้าวก่ำข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวหอมนิล, ข้าวสินเหล็ก
  • -ถั่วเพาะงอก9สายพันธุ์ ถั่วเขียว, ถั่วเลนทิล, ถั่วดำ, ถั่วเขียวผิวดำ, ถั่วแขก, ถั่วเหลือง, ถั่วแดง,  ถั่วขาว, ถั่วลันเตา
  • -งาเพาะงอก3สายพันธุ์ งาขาว, งาดำ, งาม่อน
  • -อื่นๆเพาะงอก แฟ๊กชิด, ข้าวฟ่าง, ข้าวโฟด

ทางเรากล้ารัปประกันผลลัพท์ เพียงแค่คุณทานวันละ 2-3 ซองเช้า1 เย็น 1-2 ซอง สุขภาพท่านไม่ดีขึ้นยินดีคืนเงิน

น้ำหนักในชอง10กรัม/ชอง
1ปุกมี21ชอง ราคา..350 บาท
พร้อมส่งทั่วประเทศ

 สินค้าผ่านอย.รัปประกัน โปรดสั่งซ์้อ www.jideeshop.com  Line:kiriwongtour

Tel:0866878799 
 ข้าวกาบาเมท


เรากล้ารัปประกันสินค้า ไม่เห็นผลลัพท์ยินดีคืนเงินตามเงือนใข
มาดูพฤติกรรมที่ทำสุขภาพคุณแย่ลงรบกวนเวลาอ่านซักนิดนะครับ

สารกาบาเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน

 1. คุณกินจุบกินจิบอยู่รึเปล่า
         พฤติกรรมกินที่บ่อยครั้ง ตามใจปาก และไม่เป็นเวลา  เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังมีอีกหลายโรคที่จะตามมาเล่นงาน

2. ดื่มน้ำน้อยไปใช่ไหม
        คนเราต้องการน้ำในปริมาณ 4.5-6 ลิตร เพื่อใช้ในการดูดซึม ขับถ่ายของเสีย หากดื่มน้ำน้อยกว่านี้จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

 3. อย่าเปิดไฟนอน
         แสงไฟสว่าง เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดได้  และการเปิดไฟนอนก็เป็นพฤติกรรมสิ้นเปลืองพลังงาน

 4. คุณเครียดเป็นประจำ
          ความเครียดเป็นภาวะที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจ ทางที่ดีควรปล่อยวาง ฝึกจิต สมาธิ หรือหากิจกรรมผ่อนคลาย เพื่อกำจัดอาการเครียด เช่น การฟังเพลง ท่องเที่ยว เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

 5. อย่าหลับทั้งเครื่องสำอางนะครับ
           ไม่ควรนอนหลับทั้งที่ยังไม่ได้ล้างเมคอัพบนใบหน้า เพราะนอกจากจะเป็นต้นเหตุทำให้สิวบุกแล้ว ยังเป็นตัวการเกิดโรคภูมิแพ้ได้

 6. ติดยาถ่ายใช่ไหม
          การกินยาถ่ายเป็นประจำ ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายเองได้ และพึ่งยาถ่ายอยู่ร่ำไป ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุของโรคที่เกี่ยวกับลำไส้

 7. อาหารเช้า
         มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ช่วยเพิ่มพลังให้สมองและร่างกายให้พร้อมสำหรับการทำงาน และสร้างความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ว่ากันว่าการกินอาหารเช้าเป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานได้

  บทความนี้ช่างขัดกับชีวิตจริงๆของคุณใช่ไหมละ บางครั้งต้องรีบตืนนอนเพื่อรีบไปทำงานกลัวทำงานสาย อาหารเช้าก็ต้องงด พอหิวก็นำขนมมาปะทังชีวิตไหนจะต้องเครียดกับกับเพื่อนร่วมกับกับผู้จัดการขี้บ่นอีกละ ทั้งหมดนี้ทุกคนรู้แต่ก็ไม่สามารถแก้พฤติกรรมได้

ให้เราช่วยแก้ปัญหาคุณด้วยสารกาบาที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ชงดืมสำเร็จรูป 

ผงชงสำเร็จรูป


   




ขอให้คุณช่วยแชร์บทความนี้ด้วยนะครับเพื่อสุขภาพและความสุขของคนที่เรารัก 
ผมขอบคุณมากๆสำหรับบทความที่ท่านได้แชร์กันออกไปนะครับ กดแชร์ทีรูปข้างล่างเลยครับ
 
gaba mate

วิธีคลาดเครียดด้วยสารกาบา


       สารกาบา (GABA) เป็นหนึ่งในสารเสริมอาหารที่เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินตามสื่อโฆษณามามากพอสมควร ว่ากันว่าสารชนิดนี้มีประโยชน์ในการเป็นตัวช่วยด้านการทำงานของระบบประสาทและสมอง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงประโยชน์ลึกๆของมันว่าดีเพียงใด กินแล้วมีประโยชน์จริงหรือ หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผู้บริโภคคิดไปเองฝ่ายเดียวเท่านั้น

       
สาร “GABA” ย่อมาจากคำว่า “Gamma – Amino Butyric Acid” (แกมมา-อะมิโนบิวไทริกแอซิด) สารตัวนี้ทำหน้าที่เป็น neurotransmitter หรือสารสื่อประสาทในสมองประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ ช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการควบคุมการทำงานของสมอง
         สารกาบา จะช่วยให้สมองของคุณรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สบายตลอดคืน ช่วยลดความเครียดหรือลดความวิตกกังวล และยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายได้ดีอีกด้วย มากไปกว่านั้นการเสริมกาบายังส่งผลต่อระบบความจำ หรือช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้นได้ด้วย

         แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมสารกาบาเพียงตัวเดียวจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของเราเสียจริง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองได้ให้คำตอบว่า สารกาบาเป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดอะมิโนที่ชื่อว่า glutamic acid กรดชนิดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ประเภทสารยับยั้ง ในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้แก่สมอง นอกจากนี้ สารกาบายังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ anterior pituitary ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ อีกทั้งยังเกิดสาร lipotropic ซึ่งเป็นสารป้องกันการสะสมไขมันได้ด้วย

โดยปกติ สารกาบาชนิดนี้มีอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งสารกาบาสามารถเกิดขึ้นได้จากกระบวนการทางธรรมชาติที่เปลี่ยนสารกลูตาเมท (Glutamate) ในสมองให้กลายเป็นสารกาบานั่นเอง แต่การได้รับสารกลูตาเมทจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อาจจะมีความแปรปรวนในด้านปริมาณ และในบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมักมีการเติมกาบาเสริมลงในผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารกาบาในปริมาณที่เพียงพออย่างแท้จริง

คลายเครียด

จากตัวอย่างงานวิจัยของ Nakamura และคณะ ในปี 2009 พบว่าเมื่อนำชอคโกแลตที่มีส่วนผสมของสารกาบาที่ผลิตจากกรดกลูตามิกปริมาณ 0.28 มิลลิกรัม ให้ผู้ที่ผ่านการเพิ่มความเครียดโดยการทำแบบทดสอบประเภท Arithmetic รับประทาน และตรวจวัดค่าความเครียดผ่านค่า HRV และ CgA ภายในเวลาที่กำหนด ผลการทดสอบพบว่า ปริมาณตัวชี้วัดทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองนี้จึงสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า ชอคโกแลตผสมกาบาสามารถช่วยลดความเครียดได้จริง

การผลิตกาบาในระดับอุตสาหกรรมถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบภาวะเครียดสะสม ซึ่งการผลิตสามารถทำได้ทั้งการผลิตจากวัตถุดิบและกรรมวิธีทางธรรมชาติ ไปจนถึงการสังเคราะห์จากวัตถุดิบประเภทปิโตรเคมี โดยหากเป็นสารกาบาที่ผลิตจากกรดกลูตามิก (Glutamic acid) โดยใช้วิธีการหมักทางธรรมชาติ จะเป็นการผลิตด้วยเชื้อ Lactobacillus hilgardii K-3 แล้วจึงนำมาทำแห้งเพื่อเก็บในรูปแบบผงละเอียด

สารกาบาที่ใช้เติมในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดความเครียด หรือความผ่อนคลายอารมณ์ มักจะพบผสมอยู่ในเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ โยเกิร์ต ลูกอม หมากฝรั่ง ไส้กรอก ขนมปัง ชีส นมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม หรือกาแฟพร้อมดื่ม นอกจากนี้ อาจอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดเม็ด เพื่อความสะดวกในการรับประทาน
อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางงานวิจัย พบว่า ปริมาณกาบาแค่เพียงประมาณ 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน ก็เพียงพอต่อการผ่อนคลายความเครียดแล้ว ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การรับประทานสารกาบามากไปกว่านี้คงจะไม่มีผลดีอะไรตอบคืนกลับมากนัก แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าของคุณไปอย่างเปล่าประโยชน์ อีกด้วย

ซึ่งหากไม่ต้องการรับประทานกาบาในรูปแบบที่สังเคราะห์ขึ้นมา ก็สามารถหารับประทานได้จากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น ใบชาแห้ง(100-200 mg GABA /100g), เมลอน (74.5 mg GABA /100g), มะเขือเทศ(62.6 mg GABA /100g), กิมจิ (59.4 mg GABA /100g), ช็อกโกแลต (14.5 mg GABA /100g), ข้าวกล้องงอก (10 mg GABA /100g), ฟักทอง (9.7 mg GABA /100g) หรือเต้าหู้ (6.4 mg GABA /100g) เป็นต้น ซึ่งก็สามารถช่วยในการผ่อนคลายความเครียดของสมองได้ดีเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า คนเราแทบไม่จำเป็นต้องได้รับสารกาบาในรูปแบบของอาหารเสริมเลย หากได้รับกาบาในรูปแบบของอาหารจากธรรมชาติที่เพียงพออยู่แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากสารกาบาที่เราหวังจะได้แล้ว การรับประทานอาหารจากธรรมชาติ ยังส่งผลให้เราได้รับวิตามิน แร่ธาตุหรือใยอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคบางคนอาจจะมีความจำกัดในการรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติในบางชนิด การรับประทานในรูปแบบของอาหารเสริมทั้งแบบที่ผสมในอาหารหรือแบบที่เป็นอาหารเสริมชนิดเม็ด จึงเป็นหนึ่งในทางออกที่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมองที่ดีทางหนึ่ง เพียงแต่ต้องรับประทานให้พอเหมาะพอควรตามแต่ที่ร่างกายต้องการก็เท่านั้นเอง

กาบาเมท